คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

ภาพรวมของการดำเนินงานที่ผ่านมา

บริษัทฯ และบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยรายได้หลักของบริษัทในกลุ่มสมบูรณ์มาจากการขายผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น เพลาข้าง แหนบแผ่น จานเบรก ดุมเบรก เหล็กกันโคลง และเหล็กสปริงขด เป็นต้น โดยเป็นการจำหน่ายให้กับโรงงานประกอบรถยนต์ (Original – Equipment Manufacturer) ที่อยู่ในประเทศเป็นส่วนใหญ่

การวิเคราะห์กำไรขาดทุน

การวิเคราะห์รายได้

ในปี 2560 และ ปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม เท่ากับ 8,802 ล้านบาท และ 8,397 ล้านบาท (ตามลำดับ) เพิ่มขึ้น 405 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 โดยมีรายได้จากการขายสินค้าสุทธิและบริการของปี 2560 เป็นเงิน 8,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นเงิน 294 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการภาพรวมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนการเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปัจจัยบวกทางด้านเศรษฐกิจทั้งภาคการส่งออกและภายในประเทศเป็นหลัก

การวิเคราะห์ต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ต้นทุนขายและบริการ

ในปี 2560 และ ปี 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนขายและบริการรวม เท่ากับ 7,262 ล้านบาท และ 7,062 ล้านบาท (ตามลำดับ) เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3 จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับยอดการขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการควบคุมต้นทุนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลต่อสัดส่วนอัตราต้นทุนขายที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน

ค่าใช้จ่ายจากการขายและบริหาร

บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2560 เท่ากับ 680 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทย่อย แต่ยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารต่างๆ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน โดยควบคุมกำลังพลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ในปี 2560 บริษัทฯ มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล 83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 74 จากกำไรจากการขายทรัพย์สินของบริษัทย่อยที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 20 รวมทั้งการเติบโตของยอดขาย และสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับเป็นหลัก

กำไรจากการดำเนินงาน

บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานโดยไม่รวมส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วม ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และ ภาษีเงินได้ ในปี 2560 จำนวน 860 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 195 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 29 จากปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มขึ้น และกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทย่อย

กำไรสุทธิ

บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ เท่ากับ 811 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นเงิน 204 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 34 สาเหตุหลักมาจากจากปริมาณการขายปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะอุตสาหกรรมและกำไรจาการจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทย่อย

การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน

สินทรัพย์

เมื่อพิจารณาจากงบการเงินรวมของบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ 31 ธันวาคม 2559 เท่ากับ 9,572 ล้านบาท และ 9,421 ล้านบาท (ตามลำดับ) เพิ่มขึ้น 151 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เงินลงทุนในการร่วมค้า ในขณะที่ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ลดลงจากการจำหน่ายสินทรัพย์บริษัทย่อย และการตัดจำหน่ายค่าเสื่อมราคาประจำปีเป็นสำคัญ

ลูกหนี้การค้า

บริษัทฯ มียอดลูกหนี้การค้าสุทธิ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เท่ากับ 1,391 ล้านบาท และเท่ากับ 1,331 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เพิ่มขึ้น 60 ล้านบาท จากปริมาณยอดขายช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยที่ 58 วัน

เงินลงทุน

เมื่อพิจารณางบการเงินรวม ณ วันที่ 31ธันวาคม 2560 บริษัทฯ มีเงินลงทุนสุทธิในบริษัทที่เกี่ยวข้องจำนวนรวม 794 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในบริษัทร่วม ได้แก่ บริษัท ยามาดะ สมบูรณ์ จำกัด บริษัท ซึชิโยชิ สมบูรณ์ โคเตท แซนด์ จำกัด การลงทุนในบริษัทร่วมค้า คือ บริษัท มูเมีย สมบูรณ์ ออโตโมทีฟ จำกัด และลงทุนในบริษัทเกี่ยวข้องอื่น ได้แก่ บริษัท นิชินโบะ สมบูรณ์ ออโตโมทีฟ จำกัด และบริษัท สมบูรณ์ โซมิค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ซึ่งบริษัทฯ มีต้นทุนรวมในการลงทุนในบริษัทดังกล่าว รวมเท่ากับ 423 ล้านบาท

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 4,114 ล้านบาท และปี 2559 มีจำนวน 5,410 ล้านบาท ลดลง 1,296 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 24 ซึ่งเป็นผลจากการจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทย่อย 815 ล้านบาท การคิดค่าเสื่อมราคาในระหว่างงวด 774 ล้านบาท โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ลงทุนเพิ่มรวม 295 ล้านบาท ในสายการผลิตงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคตเป็นหลัก

หนี้สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯ มีหนี้สินรวม 3,152 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้สินระยะสั้น เท่ากับ 2,465 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาว เท่ากับ 687 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีก่อน 382 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 11 โดยหลักลดลงจากการจ่ายชำระคืนภาระหนี้สินเงินกู้ยืมธนาคารลดลง 754 ล้านบาท ในขณะที่เงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร เพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท เป็นสำคัญ

ส่วนของผู้ถือหุ้น

โครงสร้างเงินทุน

บริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เท่ากับ 6,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งเท่ากับ 5,887 ล้านบาท เป็นเงิน 533 ล้านบาท เนื่องจากผลกำไรจากการดำเนินงานระหว่างงวด

บริษัทฯ มีการจัดสรรกำไรประจำปี 2560 เป็นเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2560 และกำไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 0.90 บาท เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 383 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท จำนวน 59 ล้านบาท และจากกิจการไม่ได้รับการส่งเสริมในอัตราหุ้นละ 0.76 บาท จำนวน 324 ล้านบาท ทั้งนี้ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เป็นจำนวนเงิน 106 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท จำนวน 19 ล้านบาท และจากกิจการไม่ได้รับการส่งเสริมในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท จำนวน 87 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนที่คงเหลือในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 277 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท จำนวน 40 ล้านบาท และจากกิจการไม่ได้รับการส่งเสริมในอัตราหุ้นละ 0.56 บาท จำนวน 237 ล้านบาท เงินปันผลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในภายในเดือนพฤษภาคม 2561

บริษัทฯ มีการจัดสรรกำไรประจำปี 2559 เป็นเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 255 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งจำนวน ทั้งนี้ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เป็นจำนวนเงิน 81 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนที่คงเหลือในอัตราหุ้นละ 0.41 บาท เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 174 ล้านบาท เงินปันผลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในภายในเดือนพฤษภาคม 2560

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯ มีโครงสร้างเงินทุนประกอบด้วยหนี้สินรวม 3,152 ล้านบาทและส่วนของผู้ถือหุ้น 6,420 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 0.49 เท่า

การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด

จากงบการเงินรวมสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ มีกระแสเงินสดรับจากการดำเนินงานสุทธิ จำนวน 1,532 ล้านบาท และ 1,442 ล้านบาท (ตามลำดับ) กระแสเงินสดรับสุทธิจากกิจกรรมลงทุน 174 ล้านบาท และกระแสเงินสดจ่ายสุทธิจากกิจกรรมลงทุน 554 ล้านบาท (ตามลำดับ) ซึ่งเกิดจากเงินรับโอนโอนเนื่องจากการจำหน่ายทรัพย์สินบริษัทย่อย รวมถึงการลงทุนเพิ่มสายการผลิต เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มกำลังการผลิตรองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต และมีกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน จำนวน 893 ล้านบาท และ 817 ล้านบาท (ตามลำดับ) เป็นผลมาจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวตามโครงการลงทุน 754 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลรวม 281 ล้านบาท

ปัจจัยและอิทธิพลหลักที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคต

อุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2560 ตลาดรถยนต์โดยรวมเติบโตจากปีก่อน เป็นการเติบโตจากยอดขายภายในประเทศเป็นหลัก โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศมีจำนวน 0.86 ล้านคัน ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกมีจำนวน 1.12 ล้านคัน ในปี 2560 ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพที่สำคัญในการส่งออกไปทั่วโลกส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ จะเป็นแรงสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยดังกล่าว ในปี 2561 บริษัทฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยการลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักรใหม่ การลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อการแข่งขันในด้านต้นทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีการบริหารจัดการบุคลากรตามแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ 3 สมบูรณ์ สร้างสมดุล ควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน